2010/Mar/12

 

 

มันควรเป็นโมงยามของราตรี

เข็มสั้นชี้ที่เลขสอง

เข็มยาวชี้ที่เลขสาม

และเข็มวินาทีชี้ที่เลขหก

 

ราตรีที่มืดมิด

พลันเปลี่ยนเป็นทิวาที่สดใส

และดาวดวงนั้นก็หายไป...

 

 

 

เขาชอบค่ำคืน

ชอบความมืดมิดและชอบดวงดาว

ดาวดวงนั้นที่คอยปลอบประโลมเขา

ในยามอ่อนล้า

 

มันควรเป็นโมงยามของราตรี

มันควรมีดวงดาวที่ส่องแสง

มันเป็นเวลาเหนื่อยล้าและอ่อนแรง

ที่เขาต้องการแสงจากดวงดาว

 

ไม่มีราตรี จึงไร้ดวงดาว

ดาวดวงนั้นที่หายไป

 

 

เธอบอกว่า

ดวงดาวยังอยู่บนฟ้า

แต่เป็นดวงตาของเขาเอง

ที่มองไม่เห็น

 

หากความรู้สึกยังคงอยู่

เขาจะรับรู้ว่ายังมี

เธอบอกว่า

ดวงดาวอยู่บนนั้นเสมอมา

 

 

ดวงตาเขาเพ่งมอง

ทิวายังคงเจิดจ้า

 

ไม่มีราตรี...จึงไร้ดวงดาว

ดวงดาวที่หายไป

 

 

เขายืนมองฟ้าอย่างอ่อนล้ามาเนิ่นนาน

และแสนนาน...

แม้รู้สึกถึงการมีอยู่

แต่กลับไม่เคยมองเห็น

 

ทิวาไม่เคยแปรผัน

ไม่มีราตรี...จึงไร้ดวงดาว

ดวงดาวที่หายไป

 

ตราบนานเท่านาน...

เขาสิ้นหวัง สิ้นกำลัง สิ้นเรี่ยวแรง

และหลับตาลงอย่างอ่อนล้า...

 

มันควรเป็นโมงยามของราตรี

เข็มสั้นชี้ที่เลขสอง

เข็มยาวชี้ที่เลขสาม

และเข็มวินาทีชี้ที่เลขหก

 

เมื่อหลับตาลง

เขาพบราตรีในดวงตา

และดาวดวงนั้น...  

 

 

 

 

ดวงดาวที่หายไป

ยังคงกระพริบพราว

ราวกับรอเขาอยู่ตรงนั้น

ตลอดมา...

 

 

 

 


ศุกร์ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓
สีน้ำบนกระดาษ ๓๐๐ แกรม
ขนาด ๒๔x๓๒ ซ.ม.