2015/Jun/16

 
...นกไร้...
 
 
 
 
 
มันเป็นเรื่องของนกสามตัว
 
ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
 
ตัวหนึ่งเป็นนกไร้ขา
 
อีกตัวหนึ่งเป็นนกไร้ปีก
 
และตัวสุดท้ายเป็นนกไร้เสียง

 
 
 
เมื่อปีกกล้านกไร้ขาก็เริ่มโบยบิน
 
มันกระพือปีกโดยไม่รู้ตัวเลยว่า
 
นับจากวินาทีนั้น
 
มันจะไม่ได้สัมผัสพื้นดินอีกจนวันตาย
 
 
 
 
 
 


นกไร้ปีกได้แต่แหงนหน้ามองฟ้า
 
มันมีความฝันที่จะได้บิน
 
มีความสุขกับจินตนาการถึงฟ้ากว้าง
 
แต่ทุกครั้งที่ก้มหน้า
 
มันจะชิงชังในชะตากรรมของตัวเอง
 
จึงได้แต่ก้าวเดินด้วยขาทั้งสองไปในทุ่งโล่ง
 
เดินอย่างไร้จุดหมาย
 
เดินไปพร้อม ๆ กับแหงนมองไปบนท้องฟ้า
 
 
 
 
 
 


นกไร้เสียงมีชีวิตอยู่ในความเงียบงัน
 
มันเฝ้ามองนกไร้ขาและนกไร้ปีก
 
โบยบินและก้าวเดิน
 
มันไม่เคยได้ยินเสียงลม
 
ไม่เคยได้ยินเสียงฝน
 
มันบินบ้างเดินบ้างตามโอกาสอันควร
 
 
 
 
 
 
 

ครั้งหนึ่งมันพบนกไร้ขา
 
ในซอกหลืบของมวลหมู่เมฆกลางฟ้าครึ้ม
 
นกไร้ขาเล่าถึงความเหน็ดเหนื่อย
 
กับชีวิตที่มีแต่การบิน
 
ล่าถึงพายุและฝนกระหน่ำ
 
ในคืนไร้จันทร์คืนหนึ่งของฤดูร้อน
 
เล่าถึงความยากลำบากของชีวิตบนท้องฟ้า
 
ตลอดมา...

 
 
 
นกไร้เสียงได้แต่ทำท่าฟัง
 
แต่ไม่เคยเข้าใจ
 
มันเพียงยิ้มเท่าที่จะยิ้มได้
 
และบินจากไปพร้อมกับความเงียบ
 

 
 
อีกครั้งหนึ่งมันได้พบกับนกไร้ปีก
 
ในทุ่งหญ้าสีทองบนยอดเขากลางฤดูหนาว
 
นกไร้ปีกเอ่ยถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ
 
ที่เกิดมาไม่มีปีก
 
มันพยายามเดิน เดินและเดิน
 
เดินให้เข้าใกล้ฟ้ามากที่สุด
 
แต่สุดท้ายมันก็พบว่าไม่ว่าจะพยายามเพียงใด
 
ขาทั้งสองก็ยังเหยียบอยู่บนพื้นดิน

 
 
 
นกไร้เสียงได้แต่ทำท่าฟัง
 
แต่ไม่เคยเข้าใจ
 
มันเพียงยิ้มเท่าที่จะยิ้มได้
 
และเดินจากไปพร้อมกับความเงียบ

 
 
 
นกไร้ขาและนกไร้ปีก
 
ต่างกล่าวโทษชะตากรรม
 
และอิจฉาในร่างกายที่สมบูรณ์ของนกไร้เสียง

 
 
 
นกไร้เสียงไม่เคยรับรู้และเข้าใจ
 
มันเพียงยิ้มเท่าที่จะยิ้มได้
 
อยู่ในโลกแห่งความเงียบเพียงลำพัง
 
ตลอดมา...

 
 
 
เวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนาน
 
อาจนานพอที่นกไร้ขาจะบินไปจนสุดขอบฟ้า
 
หรือนกไร้ปีกจะเดินไปจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุด
 
และนั่นก็นานพอที่จะทำให้นกทั้งสามไกลห่าง...
 
ห่างจนไม่เคยพบกันอีกเลย...

 
 
 
ณ ที่ ๆ นกเหล่านั้นเคยอยู่อาศัย
 
ณ ขณะนั้นมีนกสามตัวถือกำเนิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
 
พวกมันเป็นนกที่มีปีก ขาและเสียงร้องอันไพเราะ

 
 
 
ทว่านกไร้เสียงยังคงอยู่ที่นั่น
 
เฝ้ามองนกทั้งสามตัวถือกำเนิด ก้าวเดินและโบยบิน

ยามใดที่คิดถึงนกไร้ขาและนกไร้ปีกขึ้นมาจับใจ
 
มันจะยิ้มเท่าที่ยิ้มได้...
 
ยิ้มเพียงลำพังในโลกแห่งความเงียบ...

...ทั้งน้ำตา...
 


------------------------------------
 


“ เธอคิดยังไงกับนิทานเรื่องนี้ "
 
นกเขนน้อยสีทองเอ่ยถามเด็กชาย
 
หลังจากเล่านิทานปรัมปราของเหล่าบรรดานกเขนจบ

 
 
 
 
“ ฉันคิดว่า...ฉันชอบนกไร้เสียง "
 
เด็กชายทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบ

 
 
 
 
“ เพราะนกไร้เสียงคงไม่เล่านิทานยาว ๆ
 
ที่น่าเบื่อหน่ายในวันที่อากาศดีอย่างนี้หรอก "
 
เขาพูดต่อหลังจากประโยคนั้น

 
 
 
นกเขนน้อยสีทองทำท่าตะหวาดอย่างเกรี้ยวกราด
 
แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
 
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะไปด้วยกัน

 
 
 
 
“ โชคดีแค่ไหนแล้ว "
 
เด็กชายพูดขณะที่แหงนหน้ามองฟ้า

 
 
 
นกเขนน้อยไม่ตอบ
 
มันเพียงยิ้มเท่าที่จะยิ้มได้
 
และบินจากไปพร้อมกับความเงียบ
 
 
 
 
 
 
 
 


“ ใช่...โชคดีแค่ไหนแล้ว "
 
เสียงนั้นแว่วมากับสายลม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อังคาร 
๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๘
สีน้ำในสมุดบันทึกเล่มเล็ก